INSURANCETHAI.NET
Sun 13/09/2026 15:42:12
Home » Uncategorized » วงการประกันชีวิตตัวแทนจะตายจากอาชีพประกันชีวิต กี่เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20\"you

วงการประกันชีวิตตัวแทนจะตายจากอาชีพประกันชีวิต กี่เปอร์เซ็นต์ ในระยะเวลา 1 ปี 3 ปี 5 ปี 10 ปี 20

2026/08/25 2406👁️‍🗨️

อัตราการล้มเหลว ลาออก หรือออกจากการเป็นตัวแทนประกันชีวิต (Turnover Rate / Attrition Rate) ของผู้ที่เข้ามาทำอาชีพนี้ (ไม่ใช่การถูก AI แทนที่) ในวงการประกันชีวิตถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่มี อัตราการตายจากอาชีพ” สูงที่สุดในโลก

จากสถิติของสถาบันวิจัยในอุตสาหกรรมประกันภัยระดับโลก เช่น AgencyBloc และสถิติเชิงโครงสร้างของตัวแทนประกันชีวิต ตัวเลขเฉลี่ยสะสมของผู้ที่ละทิ้งอาชีพนี้มีดังนี้

สถิติตัวแทนที่ “ตายจากอาชีพ” ในแต่ละช่วงเวลา

  • ระยะ 1 ปี: หายไปประมาณ 60% – 70%
    • นี่คือช่วงที่หนักหนาที่สุด ในกลุ่มตัวแทนที่สอบได้ใบอนุญาตใหม่ 100 คน พอผ่านไป 1 ปี จะเหลือรอดทำงานอยู่จริงไม่ถึง 40 คน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากรายชื่อผู้มุ่งหวังหมด (หมดตลาดคนรู้จัก), ทนแรงกดดันจากการถูกปฏิเสธซ้ำๆ ไม่ได้, และรายได้จากค่าคอมมิชชันไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพในช่วงแรก
  • ระยะ 3 ปี: หายไปสะสมประมาณ 87% – 89%
    • จากสถิติอุตสาหกรรมประกันภัยพบว่า เกือบ 90% ของตัวแทนจะออกจากอาชีพภายใน 3 ปีแรก กลุ่มนี้มักเผชิญกับการปรับตัวเรื่องข้อกำหนดและเป้าหมายของบริษัท, การขาดเครื่องมือหรือการสนับสนุนที่ดีพอ, รวมถึงโครงสร้างภาษีและการหักเบี้ยที่อาจทำให้หมดกำลังใจ ทำให้เหลือตัวแทน “ตัวจริง” ที่ยึดเป็นอาชีพหลักอยู่เพียงประมาณ 11% – 13% เท่านั้น
  • ระยะ 5 ปี: หายไปสะสมประมาณ 92% – 95%
    • เมื่อผ่านกำแพง 3 ปีแรกมาได้ อัตราการลาออกจะเริ่มนิ่งขึ้น ผู้ที่อยู่รอดในระยะ 5 ปีมักจะเป็นกลุ่มที่มีฐานลูกค้าที่มั่นคงและมีรายได้สะสมจาก “เบี้ยปีต่ออายุ” (Renewal Premium) เข้ามาช่วยพยุง ส่วนกลุ่มที่เหลือรอดไม่ไหวในเฟสนี้ มักเกิดจากปัญหาหมดไฟ (Burnout), ขยายตลาดไปสู่กลุ่มคนแปลกหน้าไม่ได้, หรือผันตัวไปทำอาชีพอื่นที่มีรายได้ประจำมั่นคงกว่า
  • ระยะ 10 ปี และ 20 ปี: หายไปสะสมมากกว่า 95% ขึ้นไป (เหลือรอดเป็น Elite เพียง 2% – 5%)
    • ในระยะยาว ตัวเลขผู้ที่ยังคงแอคทีฟอยู่จะน้อยมาก คนที่อยู่รอดได้ถึง 10-20 ปี จะเปลี่ยนสถานะจาก “นักขาย” ไปเป็น “เจ้าของสำนักงาน” “ผู้บริหารทีมงาน” หรือ “นักวางแผนการเงินระดับสูง (เช่น CFP/MDRT)” ซึ่งได้รับรายได้แบบ Passive Income จากผลงานสะสมตลอดหลายปี กลุ่มที่หายไปในระยะนี้ไม่ใช่เพราะล้มเหลว แต่เป็นการเกษียณอายุตามวัย หรือเลื่อนขั้นไปทำหน้าที่บริหารเต็มตัวโดยไม่ได้ลงพื้นที่ขายเองแล้ว

สรุปเป็นตารางเปรียบเทียบ (สถิติจากผู้เริ่มต้น 100 คน)

ระยะเวลาอัตราการ “ตายจากอาชีพ” (สะสม)จำนวนตัวแทนที่ยังเหลือรอดอยู่สถานะและเหตุผลหลัก
1 ปี60% – 70%30 – 40 คนหมดตลาดคนใกล้ตัว, ทนแรงปฏิเสธไม่ได้, รายได้ไม่พอกิน
3 ปี87% – 89%11 – 13 คนสอบผ่านกำแพงความยาก, เริ่มคัดเหลือเฉพาะผู้ที่ยึดเป็นอาชีพหลัก
5 ปี92% – 95%5 – 8 คนมีฐานลูกค้าประจำ, เริ่มมีรายได้จากเบี้ยปีต่อสะสมเลี้ยงตัวได้สบาย
10 ปี95% – 97%3 – 5 คนยกระดับเป็นที่ปรึกษาการเงิน หรือผู้บริหารทีมขาย
20 ปี97% – 98%2 – 3 คนเป็นระดับเจ้าของสำนักงาน, เกษียณอายุ, หรือเป็นเสาหลักขององค์กร

สรุปได้ว่า อาชีพนี้มีอัตราการหลุดจากระบบสูงมากตั้งแต่ปีแรก แต่ถ้าใครสามารถอดทน เรียนรู้ระบบ และข้ามผ่านช่วง 3 ปีแรกไปได้ โอกาสที่จะอยู่รอดระยะยาวและสร้างรายได้มหาศาลก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

เมื่อการมาถึงของ AI

จากข้อมูลและบทวิเคราะห์ทางสถิติของสถาบันระดับโลกอย่าง McKinsey และ BCG พบว่า อาชีพตัวแทนประกันชีวิตจะไม่ได้หายไปทั้งหมด แต่จะเกิดการคัดออกและการปรับเปลี่ยนบทบาทอย่างรุนแรง (Role Transformation) โดยกลุ่มที่จะหายไปคือตัวแทนแบบเก่าที่ไม่ใช้เทคโนโลยี ขณะที่ตัวแทนที่ประยุกต์ใช้ AI จะเข้ามาแทนที่

หากประเมินสัดส่วนของตัวแทนแบบดั้งเดิม (ที่เน้นงานเอกสารและขายแผนประกันทั่วไป) ที่มีโอกาสพ้นสภาพหรือถูกทดแทนด้วยระบบอัตโนมัติและ AI ในแต่ละช่วงเวลา สามารถแบ่งแนวโน้มได้ดังนี้ครับ:

ตารางประมาณการสัดส่วนตัวแทนประกันชีวิตที่หายไป/ปรับตัวไม่ได้

ระยะเวลาเปอร์เซ็นต์ที่หายไป (สะสม)รูปแบบการเปลี่ยนแปลงและการถูกทดแทน
1 ปี3% – 5%หายไปจากอัตราการ Turnover ปกติในอุตสาหกรรม และกลุ่มคนใหม่ที่สอบใบอนุญาตลดลง AI เริ่มเข้ามาแทนที่งานเอกสารและงานบริการหลังการขายในระบบหลังบ้าน
3 ปี15% – 20%เกิดจาก “Responsiveness Gap” หรือช่องว่างความเร็ว ตัวแทนที่คำนวณเบี้ยหรือตอบคำถามช้าจะเสียลูกค้าให้คู่แข่งที่ใช้ AI ผลิตภัณฑ์ประกันรถยนต์หรือประกันชีวิตแบบง่าย (Term Life) จะถูกซื้อตรงผ่านหน้าเว็บ/แอปมากขึ้น
5 ปี30% – 40%เข้าสู่ยุคที่สมาคมหรือสถาบันวิเคราะห์คาดว่างานพิจารณารับประกัน (Underwriting) และการเคลมพื้นฐานกว่า 80% จะกลายเป็นระบบ AI อัตโนมัติ ตัวแทนที่ไม่เปลี่ยนผ่านไปเป็น “ที่ปรึกษาการเงิน” (Financial Advisor) จะอยู่รอดได้ยาก
10 ปี50% – 60%ตัวแทนกลุ่ม Baby Boomer และ Gen X ยุคเก่าจะทยอยเกษียณอายุ (คิดเป็นสัดส่วนราว 25% ของตลาดปัจจุบัน) ควบคู่กับการเข้ามาของ “Autonomous Distribution” หรือการเสนอขายประกันที่ประมวลผลด้วย AI แบบ 100% สำหรับลูกค้ารายย่อย
20 ปี70% – 80%โครงสร้างอาชีพเปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์ ตัวแทนแบบเดิมจะหายไปเกือบทั้งหมด เหลือเพียง 20%-30% ที่เป็นระดับ “Super Agent” หรือผู้เชี่ยวชาญระดับสูง

เจาะลึกรายช่วงเวลา: เกิดอะไรขึ้นกับอาชีพตัวแทน?

  • 1 ปี (ระยะสั้น – Task Replacement): ระบบ AI และ Chatbot จะเข้ามาจัดการงานประเภท “บัตรประชาชนหายทำอย่างไร” หรือ “ขอใบเสร็จเบี้ยประกัน” ตัวแทนไม่ได้ตกงานเพราะ AI แต่จำนวนลดลงเล็กน้อยเนื่องจากสถิติคนรุ่นใหม่สอบใบอนุญาตลดลง (ลดลงราว 11-13%)
  • 3 ปี (ระยะกลาง – The Margin Gap): กลุ่มที่ขายเฉพาะประกันออมทรัพย์หรือประกันพื้นฐานจะเริ่มอยู่ยากขึ้น เพราะลูกค้าหันไปเปรียบเทียบและกดซื้อเองผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ตัวแทนที่รอดคือกลุ่มที่เริ่มใช้ AI ช่วยสรุปข้อมูลและหาผู้มุ่งหวัง
  • 5 ปี (ระยะเปลี่ยนผ่าน – Structural Reshaping): ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) และแผนภาษี/มรดกที่ซับซ้อนจะกลายเป็นสินค้าหลัก ตัวแทนที่ขายแบบเดิมๆ จะถูกบีบให้ออกจากอาชีพโดยปริยายเพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน
  • 10-20 ปี (ระยะยาว – Complete Evolution): ประชากรตัวแทนจะลดลงเกินครึ่งหนึ่งอย่างแน่นอน แต่ มูลค่าตลาดและรายได้ของตัวแทนที่เหลือรอดจะสูงขึ้นมาก เนื่องจากผู้บริโภคกว่า 78% ยังคงต้องการ “มนุษย์” ในการตัดสินใจซื้อประกันชีวิตที่มีเบี้ยราคาสูง หรือการวางแผนมรดกที่ต้องการความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความน่าเชื่อถือที่หุ่นยนต์ให้ไม่ได้

จากสถิติของธุรกิจประกันภัยทั่วโลก (อ้างอิงข้อมูลสัญญากลางจากองค์กรวิจัยธุรกิจประกันชีวิตระดับโลกอย่าง LIMRA และรายงานพฤติกรรมตัวแทนของสถาบัน AgencyBloc) พบว่า อาชีพตัวแทนประกันชีวิตเป็นหนึ่งในสายงานที่มีอัตราการลาออกหรือพ้นสภาพ (Turnover Rate) สูงที่สุดในช่วงเริ่มต้น โดยมีตัวแทนเพียง 10%-15% เท่านั้นที่สามารถยืนระยะอยู่ในอาชีพได้เกิน 3 ปี

เมื่อคำนวณสัดส่วนสะสมของตัวแทนที่ “ออกจากอาชีพ” (Drop Out) แยกตามสถิติกรอบเวลาจริง มีตัวเลขดังนี้ครับ:

ตารางสถิติอัตราการออกจากอาชีพสะสมของตัวแทนประกันชีวิต

ระยะเวลาอัตราการออกจากอาชีพ (สะสม)สาเหตุหลักและการคัดกรองตามสถิติ
1 ปีแรก70% – 85%กลุ่มที่ล้มเหลวเร็วที่สุด มักเกิดขึ้นในช่วง 3-6 เดือนแรก เนื่องจากหมดรายชื่อผู้มุ่งหวังคนใกล้ตัว เผชิญกับการปฏิเสธซ้ำๆ และรายได้จากคอมมิชชันไม่คงที่
3 ปีแรก87% – 89%จุดวัดใจสำคัญ ตัวแทนที่ผ่านปีแรกมาได้ แต่ปรับตัวไปสู่การหาลูกค้ารายใหม่ภายนอก (Cold Market) หรือเปลี่ยนบทบาทเป็นที่ปรึกษาการเงินไม่ได้ จะทยอยออกจากอาชีพไปจนเกือบหมด
5 ปี92% – 95%เหลือเฉพาะกลุ่มที่เป็น ตัวแทนมืออาชีพเต็มตัว (Career Agents) ที่มีฐานลูกค้าเหนียวแน่น และมีรายได้จากเบี้ยปีต่ออายุ (Renewal Premium) เข้ามาช่วยพยุงฐานรายได้หลัก
10 ปี95% – 97%เปอร์เซ็นต์ขยับขึ้นเล็กน้อย ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกเพราะล้มเหลว แต่เป็นการขยับขยายไปเป็นผู้บริหารทีม, เปิดสำนักงานตัวแทนเอง, ย้ายไปสายงานโบรกเกอร์ หรือเกษียณอายุ
20 ปีมากกว่า 98%เหลือเพียงกลุ่ม “MDRT” หรือระดับตำนาน (Super Agents) ที่ยึดอาชีพนี้จนเกษียณ คิดเป็นสัดส่วนราว 1-2% จากจำนวนผู้สมัครวันแรกทั้งหมด

ปัจจัยที่ทำให้สถิติ Drop Out สูงมากในช่วง 1-3 ปีแรก

  1. ปัญหาการปฏิเสธแบบต่อเนื่อง (The Burnout): ข้อมูลเชิงลึกจาก LinkedIn Insights ระบุว่า ตัวแทนหน้าใหม่กว่า 80% พึ่งพาวิธีการโทรหาคนแปลกหน้า (Cold Calling) หรือตื๊อคนรู้จัก ซึ่งมีอัตราการปฏิเสธสูงมากจนเกิดสภาวะหมดไฟ
  2. ระบบการอบรมไม่ตอบโจทย์: ตัวแทนใหม่มักได้รับเฉพาะการสอน “บทขาย” แต่ขาดการสอนทักษะการตลาดดิจิทัล การสร้างตัวตน หรือการแก้ปัญหาทางการเงินเชิงลึก
  3. การแข่งขันจากช่องทางตรง (Direct-to-Consumer): ในปัจจุบัน ลูกค้ายุคใหม่หันไปซื้อแผนประกันพื้นฐานผ่านระบบออนไลน์และนายหน้าดิจิทัลมากขึ้น ตัวแทนที่ขายแต่แบบประกันง่ายๆ จึงไม่มีช่องว่างให้ทำเงิน





สอบถาม บริษัทประกันภัย เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ ตัวแทน/นายหน้า ทั่วประเทศ



คอมเม้นท์ที่เพจ 💸 สินเชื่อ




up arrow