การลักทรัพย์และการลักที่มีร่องรอยงัดแงะ ต่างกันไหม?

ต่างกัน
ความแตกต่างของสองคำนี้จะแยกพิจารณาได้ 2 มุมมองหลักๆ คือ ในแง่ของกฎหมายอาญา (ซึ่งมองว่าการงัดแงะเป็นเหตุฉกรรจ์ที่ทำให้โทษหนักขึ้น) และ ในแง่ของประกันภัย (ซึ่งใช้แยกประเภทความคุ้มครอง) ดังนี้

1. ในทางกฎหมายอาญา (ความร้ายแรงและบทลงโทษ)

  • การลักทรัพย์ (ทั่วไป): ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 คือการแอบเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปโดยทุจริต โดยที่เจ้าของไม่ได้ยินยอม เช่น เดินหยิบของในร้านค้า หรือแอบหยิบกระเป๋าสตางค์ที่วางทิ้งไว้ โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกิน 60,000 บาท
  • การลักทรัพย์โดยทำอันตรายสิ่งกีดขวาง (มีร่องรอยงัดแงะ): ถือเป็น “เหตุฉกรรจ์” ตามมาตรา 335 (3) คือการลักทรัพย์โดยทำลายสิ่งกีดขวางสำหรับคุ้มครองบุคคลหรือทรัพย์ หรือผ่านสิ่งเช่นว่านั้นเข้าไปด้วยประการใดๆ (เช่น งัดประตู เจาะกำแพง ทุบกระจกรถ หรือตัดกุญแจ) จะมีโทษหนักขึ้น เป็นจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 100,000 บาท

2. ในทางประกันภัย (เงื่อนไขการเคลม)

ในหน้าสัญญา ประกันภัยโจรกรรม จะแบ่งระดับความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน

  • การลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ (รหัส จร.1): บริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมให้ ก็ต่อเมื่อ มีหลักฐานการงัดแงะตัวอาคารชัดเจนเท่านั้น (เช่น ประตูพัง แม่กุญแจโดนตัด) หากขโมยเดินเข้ามาหยิบไปเฉยๆ เพราะเราลืมล็อกประตู ประกันแบบ จร.1 จะไม่คุ้มครอง
  • การลักทรัพย์ (รหัส จร.3): เป็นความคุ้มครองที่กว้างที่สุด คือคุ้มครองการลักทรัพย์ทุกกรณี รวมถึงการลักทรัพย์ธรรมดาที่ไม่ได้มีการงัดแงะด้วย (เช่น มีคนเนียนเดินเข้ามาหยิบของออกไปในเวลาทำการ)

สรุปเปรียบเทียบ

หัวข้อการลักทรัพย์ทั่วไปการลักทรัพย์ที่มีร่องรอยงัดแงะ
ลักษณะการกระทำแอบเอาไปโดยทุจริต ไม่มีสิ่งกีดขวางโดนทำลายมีการพังประตู หน้าต่าง หรือตัดกุญแจเข้าไปเอาทรัพย์สิน
โทษทางอาญาจำคุกไม่เกิน 3 ปี / ปรับไม่เกิน 60,000 บาทโทษหนักขึ้น (จำคุก 1-5 ปี / ปรับ 20,000-100,000 บาท)
ประกันภัย (จร.1)ไม่คุ้มครอง (ถ้าลืมล็อกประตูแล้วโดนหยิบ)คุ้มครอง (เพราะมีร่องรอยความเสียหายชัดเจน)

จร.2 (แบบประกันภัยโจรกรรม แบบที่ 2) คือ การคุ้มครองการลักทรัพย์ที่ปรากฏร่องรอยงัดแงะ + การชิงทรัพย์ + การปล้นทรัพย์

เพื่อความเข้าใจง่าย ความคุ้มครองของ จร.2 จะขยับขึ้นมาจาก จร.1 โดยครอบคลุมเหตุการณ์รุนแรงเพิ่มเติม ดังนี้

  1. คุ้มครองเหมือน จร.1 ทุกอย่าง: คือขโมยต้องงัดแงะประตู หน้าต่าง หรือตัดกุญแจเพื่อเข้ามาเอาทรัพย์สินในบ้านหรือร้านค้า (ต้องมีหลักฐานร่องรอยความเสียหายชัดเจน)
  2. เพิ่ม “การชิงทรัพย์”: คุ้มครองกรณีที่คนร้ายบุกเข้ามาแล้วใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญเพื่อเอาทรัพย์สินไปในทันที (เช่น คนร้ายใช้มีดจี้หรือเข้ามาทำร้ายร่างกายเพื่อชิงเงิน/ทรัพย์สินต่อหน้า)
  3. เพิ่ม “การปล้นทรัพย์”: คุ้มครองกรณีที่มีคนร้ายตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญเพื่อเอาทรัพย์สินไป

ข้อแตกต่างสำคัญระหว่าง จร.1, จร.2 และ จร.3

  • จร.1 (แคบสุด): ต้องงัดแงะอาคารเท่านั้น ถือมีดเข้ามาปล้นดื้อๆ หรือแอบหยิบไปเฉยๆ ประกันไม่จ่าย
  • จร.2 (ปานกลาง/นิยมสำหรับธุรกิจ): จ่ายเมื่อมีการงัดแงะ หรือมีการใช้ความรุนแรง/ใช้อาวุธต่อหน้า (ชิงทรัพย์/ปล้นทรัพย์) แต่ถ้าไม่มีการงัดแงะและไม่มีการใช้ความรุนแรง (เช่น แอบเดินเนียนเข้ามาหยิบตอนเปิดร้าน) ประกันก็ยังไม่จ่าย
  • จร.3 (กว้างสุด): จ่ายทุกกรณี ไม่ว่าจะงัดแงะ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือเดินมาแอบหยิบไปเฉยๆ (ลักทรัพย์ทั่วไป) โดยไม่ต้องมีร่องรอยงัดแงะก็เคลมได้

เว็บไซต์ อินชัวรันส์ไทยดอทเน็ต เผยแพร่ข้อมูลด้านประกันภัย เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะชน "เลือกสินค้าประกันที่ดี เลือกตัวแทน/นายหน้า ที่ดี มีความรู้ ช่วยเหลือเราได้ เลือกบริษัทประกันภัยที่มีธรรมภิบาล"