INSURANCETHAI.NET
Fri 26/06/2026 8:20:13
Home » Uncategorized » การขอประวัติการรักษา (E-APS) สำหรับทำประกัน กรุงเทพประกันชีวิต\"you

การขอประวัติการรักษา (E-APS) สำหรับทำประกัน กรุงเทพประกันชีวิต

2026/06/14 14297👁️‍🗨️

เรียน ตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ขอประชาสัมพันธ์ “โครงการขอประวัติการรักษา (E-APS)” เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยในการพิจารณา เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้
• เอกสารที่ต้องจัดเตรียม
1. หนังสือยินยอมและมอบอำนาจ ให้เปิดเผยประวัติการรักษา (พร้อมลงนาม)
2. เอกสารแสดงตัวตน (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
o สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
o สำเนาสูติบัตร (กรณีผู้เยาว์)
o ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
3. สำเนาบัตรคนไข้ (เฉพาะโรงพยาบาลรัฐบาล พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)
หมายเหตุ: หากท่านมีประวัติการรักษาหลายโรงพยาบาล โปรดแยกเอกสารข้อ 1 และข้อ 2 เป็น “1 ชุด ต่อ 1 โรงพยาบาล”
ขั้นตอนการดำเนินการ
• ขั้นตอนที่ 1: ตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ
• ขั้นตอนที่ 2: จัดเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
• ขั้นตอนที่ 3: ตัวแทนดำเนินการส่งเอกสารผ่านช่องทาง Smart App.
ข้อควรระวังสำคัญ
• โปรดลงนามในเอกสารให้ครบทุกฉบับ
• ชื่อ-นามสกุล ในเอกสารต้องตรงกับผู้เอาประกันภัย/ผู้ชำระเบี้ย
• หากเอกสารไม่ครบถ้วน อาจทำให้การดำเนินการล่าช้าได้
ท่านสามารถสแกน QR Code ในภาพแนบเพื่อตรวจสอบรายชื่อโรงพยาบาลในโครงการและรายละเอียดเพิ่มเติม

หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อศูนย์ Contact Center โทร. 02-777-8888

ขอแสดงความนับถือ
บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

สรุปสาระสำคัญของ “โครงการขอประวัติการรักษา (E-APS)” ของกรุงเทพประกันชีวิต ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป ได้ดังนี้ครับ

สรุปหัวใจสำคัญ

โครงการนี้เปลี่ยนผ่านจากการที่ตัวแทนต้องไปดำเนินการขอประวัติด้วยตนเอง มาเป็นการ ยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์ (Smart App) เพื่อให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการประสานงานขอประวัติกับโรงพยาบาลโดยตรง ซึ่งช่วยให้ขั้นตอนมีความรวดเร็วและปลอดภัยยิ่งขึ้น

สิ่งที่ตัวแทนต้องเตรียม (ต่อ 1 โรงพยาบาล)

หากผู้เอาประกันมีประวัติหลายโรงพยาบาล ต้องแยกชุดเอกสาร ดังนี้:

  1. หนังสือยินยอมและมอบอำนาจ: สำหรับเปิดเผยประวัติการรักษา (ต้องลงนามให้ครบ)
  2. เอกสารแสดงตัวตน:
    • สำเนาบัตรประชาชน
    • ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)
    • สำเนาสูติบัตร (กรณีเป็นผู้เยาว์)
  3. หลักฐานเพิ่มเติม: สำเนาบัตรคนไข้ (เฉพาะโรงพยาบาลรัฐบาล)หมายเหตุ: ทุกฉบับต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องให้ครบถ้วน

ขั้นตอนการดำเนินการ

  1. ตรวจสอบ: ดูรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการผ่าน QR Code ที่แนบมากับประกาศ
  2. เตรียมเอกสาร: รวบรวมเอกสารตามข้อกำหนดข้างต้น
  3. ส่งเรื่อง: ดำเนินการอัปโหลดเอกสารผ่านทาง Smart App ของบริษัท

ข้อควรระวังเพื่อป้องกันความล่าช้า

  • ความถูกต้อง: ชื่อ-นามสกุลในเอกสารต้องตรงกับข้อมูลของผู้เอาประกันภัย/ผู้ชำระเบี้ย
  • ความครบถ้วน: ต้องลงนามในเอกสารทุกฉบับให้ครบถ้วน หากเอกสารไม่สมบูรณ์จะทำให้กระบวนการพิจารณาเกิดความล่าช้า
  • แยกชุด: อย่าลืมแยกเอกสารเป็นชุดตามจำนวนโรงพยาบาลที่ต้องการขอประวัติ

หากต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม สามารถติดต่อศูนย์ Contact Center ได้ที่หมายเลข 02-777-8888

“ยังคงต้องใช้ลายเซ็น” เพียงแต่รูปแบบการส่งเอกสารเปลี่ยนไปจากการนำกระดาษไปยื่นที่โรงพยาบาลด้วยตัวเอง มาเป็นการส่งผ่านระบบออนไลน์แทน

  • ยังต้องเซ็นสด: เอกสารทั้ง 3 รายการ (หนังสือยินยอม, สำเนาบัตรประชาชน/สูติบัตร, ใบเปลี่ยนชื่อ, สำเนาบัตรคนไข้) ต้องมีการลงนามรับรองสำเนาถูกต้องด้วยลายมือ ตามปกติครับ
  • เปลี่ยนช่องทางส่ง: เมื่อลงนามในกระดาษครบถ้วนแล้ว แทนที่จะต้องนำไปยื่นที่โรงพยาบาลเอง คุณสามารถใช้ช่องทาง Smart App ของบริษัทในการอัปโหลดเอกสารที่เซ็นแล้วเข้าสู่ระบบเพื่อให้บริษัทเป็นผู้ดำเนินการประสานงานต่อ

สรุป: ตัวแทนยังคงมีหน้าที่เตรียมเอกสารที่เป็น “กระดาษที่เซ็นชื่อจริง” ให้ครบถ้วน แต่เปลี่ยนขั้นตอนการส่งจาก “การเดินทางไปโรงพยาบาล” เป็น “การสแกนหรือถ่ายรูปเอกสารที่เซ็นแล้วอัปโหลดผ่าน App

จากประกาศที่ระบุมา ยังต้องใช้เอกสารที่เป็นกระดาษและเซ็นชื่อจริงครับ เพราะในรายละเอียดระบุว่าต้องมี “หนังสือยินยอมและมอบอำนาจ (พร้อมลงนาม)” และ “เอกสารแสดงตัวตน (พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง)”

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือสรุปขั้นตอนการทำงานของโครงการนี้ครับ:

  1. ต้องมีกระดาษ: ตัวแทนยังต้องเตรียมเอกสารที่เป็นกระดาษและให้ผู้เอาประกันภัยเซ็นชื่อด้วยปากกาจริง
  2. เปลี่ยนวิธีส่ง: แทนที่จะต้องนำกระดาษแผ่นนั้นไปยื่นที่โรงพยาบาลด้วยตนเอง ตัวแทนจะเปลี่ยนมาใช้วิธี อัปโหลดเอกสาร (เช่น การถ่ายรูปหรือสแกนเอกสารที่เซ็นแล้ว) เข้าสู่ระบบ Smart App แทน
  3. บริษัทเป็นผู้ประสานงาน: เมื่อตัวแทนส่งไฟล์ผ่าน Smart App แล้ว บริษัทจะเป็นผู้รับช่วงต่อในการนำข้อมูลไปประสานงานขอประวัติกับทางโรงพยาบาลให้

ไม่ต้องถือกระดาษไปโรงพยาบาลเอง แต่ ยังต้องใช้กระดาษในการรวบรวมลายเซ็น เพื่อทำการสแกนส่งเข้าระบบ Smart App

ต้องถือกระดาษให้บริษัทด้วยไหม?

ตามประกาศนี้ “ไม่ต้องนำกระดาษไปส่งที่บริษัทครับ”

โครงการ E-APS นี้เน้นความสะดวกและรวดเร็วผ่านระบบดิจิทัล โดยมีขั้นตอนดังนี้ครับ:

  • กระดาษใช้สำหรับ “การเก็บลายเซ็น” เท่านั้น: คุณยังต้องให้ลูกค้าเซ็นชื่อด้วยปากกาลงในเอกสารจริงตามปกติ (เพื่อความถูกต้องตามกฎหมายในการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพ)
  • ใช้ “ไฟล์ดิจิทัล” ในการส่ง: หลังจากลูกค้าเซ็นชื่อแล้ว ให้คุณทำหน้าที่ สแกนหรือถ่ายรูปเอกสารเหล่านั้นให้ชัดเจน เพื่ออัปโหลดผ่าน Smart App ของบริษัทได้เลย
  • หน้าที่บริษัท: เมื่อคุณอัปโหลดไฟล์ผ่าน App แล้ว ระบบจะส่งข้อมูลไปให้ทางกรุงเทพประกันชีวิต หลังจากนั้นเป็นหน้าที่ของบริษัทที่จะเป็นผู้ดำเนินการติดต่อประสานงานขอประวัติกับทางโรงพยาบาลโดยตรงครับ

สรุป: คุณทำผ่าน Smart App ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ต้องเดินทางไปยื่นเอกสารที่โรงพยาบาล และไม่ต้องเดินทางไปส่งกระดาษที่สำนักงานใหญ่หรือสาขาของบริษัทครับ

หากคุณยังมีกระดาษต้นฉบับอยู่ แนะนำให้เก็บรักษาไว้ตามระเบียบของบริษัทสักระยะเผื่อมีการตรวจสอบย้อนหลัง

โครงการนี้รวมถึง กรณีการตรวจสุขภาพปกติ ตามีอายุ ทุน หรือ บริษัทร้องขอ ไหม?

โครงการ E-APS (Electronic Attending Physician’s Statement) เป็นบริการที่มุ่งเน้นไปที่การ “ขอประวัติการรักษาเดิม” ของผู้เอาประกันภัย เพื่อใช้ประกอบการพิจารณารับประกันภัยของบริษัทครับ

เพื่อให้ชัดเจน โครงการนี้จะแยกส่วนกับ “การตรวจสุขภาพใหม่” ตามเกณฑ์อายุหรือทุนประกัน ดังนี้ครับ:

1. โครงการ E-APS (เน้นประวัติในอดีต)

  • วัตถุประสงค์: ใช้ในกรณีที่ผู้เอาประกันภัยเคยมีประวัติการรักษาพยาบาลมาก่อน (เช่น เคยเข้าโรงพยาบาล หรือมีโรคประจำตัว) และบริษัทมีความจำเป็นต้องขอข้อมูลการรักษานั้นๆ มาประกอบการพิจารณารับประกัน
  • สิ่งที่โครงการช่วย: เปลี่ยนจากการให้ตัวแทนไปขอประวัติกระดาษด้วยตนเองที่โรงพยาบาล เป็นการส่งคำขอผ่าน Smart App ให้บริษัทดำเนินการประสานงานขอข้อมูลจากโรงพยาบาลโดยตรง

2. การตรวจสุขภาพตามเกณฑ์ (เน้นข้อมูลปัจจุบัน)

  • กรณีอายุ/ทุนประกันถึงเกณฑ์: หากลูกค้าทำประกันในวงเงินสูง หรือมีอายุสูงจนเข้าเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดให้ต้องตรวจสุขภาพใหม่ (เช่น ตรวจเลือด, เอกซเรย์ปอด, ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ) ส่วนนี้เป็นขั้นตอนแยกต่างหาก โดยตัวแทนต้องออกเอกสารแนะนำการตรวจสุขภาพ (หรือนัดหมายตามมาตรฐานการพิจารณารับประกันของบริษัท) เพื่อให้ลูกค้าไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลตามปกติครับ

สรุปความแตกต่าง

กรณีต้องใช้โครงการ E-APS หรือไม่?
มีประวัติรักษาตัวในอดีตต้องใช้ (เพื่อดึงประวัติเดิมมาพิจารณา)
ตรวจสุขภาพตามเกณฑ์อายุ/ทุนไม่ต้องใช้ (เป็นขั้นตอนการตรวจใหม่ตามมาตรฐานปกติ)
บริษัทร้องขอให้ตรวจเพิ่มไม่ต้องใช้ (เป็นการตรวจเพื่ออัปเดตสุขภาพปัจจุบัน)

สรุปสั้นๆ: โครงการ E-APS ไม่ได้แทนที่การตรวจสุขภาพตามเกณฑ์อายุหรือทุนประกันครับ แต่เป็นเพียงช่องทางดิจิทัลที่ช่วย “ทุ่นแรง” ในการดึงข้อมูลสุขภาพเก่าๆ ของลูกค้ามาให้ฝ่ายพิจารณารับประกันได้เร็วขึ้นเท่านั้นเองครับ

หากลูกค้าต้องตรวจสุขภาพตามเกณฑ์ ตัวแทนยังคงต้องทำตามขั้นตอนการออกใบส่งตรวจและนัดหมายกับโรงพยาบาลตามปกติเหมือนที่เคยปฏิบัติมาครับ

บีแอลเอ พรีเมียร์ ลิงค์

วิดีโอนี้เป็นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของกรุงเทพประกันชีวิต ซึ่งมักมีเงื่อนไขการพิจารณารับประกันที่แตกต่างกันไปตามประเภทกรมธรรม์





สอบถาม บริษัทประกันภัย เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ ตัวแทน/นายหน้า ทั่วประเทศ



คอมเม้นท์ที่เพจ 💸 สินเชื่อ




up arrow