INSURANCETHAI.NET
Fri 26/06/2026 7:24:24
Home » Uncategorized » นอกจากตรวจสอบไม่ให้มีผู้มีส่วนได้เสีย ไปขายประกันเองหรือมีนอมินี มีวิธีอื่นอีกไหม\"you

นอกจากตรวจสอบไม่ให้มีผู้มีส่วนได้เสีย ไปขายประกันเองหรือมีนอมินี มีวิธีอื่นอีกไหม

2026/06/14 8206👁️‍🗨️

นอกจากการเข้าไปสกัดกั้นตัว “ผู้เล่น” ไม่ให้เกิดร่างทรงหรือนอมินีแล้ว ในทางปฏิบัติเราสามารถแก้เกมนี้ได้ด้วยการ “เปลี่ยนโครงสร้างระบบและวิธีจ่ายเงิน” เพื่อให้การโกงหรือการสมรู้ร่วมคิดทำได้ยากขึ้นจนไม่คุ้มที่จะทำ

ถ้า คปภ. หรืออุตสาหกรรมประกันภัยต้องการอุดช่องโหว่นี้อย่างยั่งยืน มี 4 วิธีทางเทคนิคและเทคโนโลยี ที่สามารถนำมาใช้ได้จริง

1. ระบบ “แยกกระเป๋าเงินเคลม” (Third-Party Claim Surveyors)

จุดเริ่มต้นของ Loss Ratio พัง คือการที่อู่ประเมินราคาเอง ซ่อมเอง และเบิกเงินเอง วิธีแก้คือการตัดวงจรเบิกจ่ายเงินตรงนี้ออกไปครับ

  • บังคับใช้บริษัทสำรวจภัยอิสระ (Outsource): ทุกเคสที่จะมีการจัดซ่อม (โดยเฉพาะเคสที่มาจากรหัสตัวแทนที่เป็นอู่หรือโบรกเกอร์ที่มีความเชื่อมโยงกัน) จะต้องใช้ “บริษัทประเมินราคาที่เป็นกลาง (Third-Party Auditor)” เข้ามาอนุมัติรายการซ่อมและราคาอะไหล่เสมอ ห้ามให้อู่ตกลงราคาโดยตรงกับเจ้าหน้าที่คุมราคาของบริษัทประกันที่อาจโดน “หยอดน้ำมัน” หรือยอมปล่อยผ่านเพื่อเอายอดขาย
  • คุมเข้มมาตราฐานราคาอะไหล่กลาง: ใช้ระบบฐานข้อมูลราคากลางชิ้นส่วนอะไหล่ทุกยี่ห้อที่อัปเดตแบบเรียลไทม์ หากอู่ไหนคีย์ราคาเคลมเกินโครงสร้างราคากลาง ระบบจะบล็อกการอนุมัติทันที

2. ใช้เทคโนโลยี AI และ Blockchain ตรวจสอบความผิดปกติ (Anomaly Detection)

มนุษย์อาจจะตรวจสอบนอมินียาก แต่พฤติกรรมของข้อมูล (Data Behavior) โกหกไม่ได้ครับ

  • AI ตรวจจับพฤติกรรมเคลมผิดปกติ: บริษัทประกันสามารถตั้งระบบ AI ให้มอนิเตอร์พอร์ตของโบรกเกอร์หรืออู่นั้นๆ เป็นพิเศษ เช่น ถ้ารหัสตัวแทน A ส่งงานเข้ามา แล้วพบว่ารถที่ทำประกันผ่านรหัสนี้ มีอัตราการเคลม (Frequency) สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาด 3 เท่า หรือ ค่าซ่อมต่อครั้ง (Severity) แพงกว่าอู่อื่นในรุ่นรถเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ ระบบจะสั่ง “ระงับการจ่ายงานและระงับการจ่ายคอมมิชชัน” ทันทีเพื่อเข้าตรวจสอบเชิงลึก
  • Fraud Scorecard: สร้างระบบคะแนนความเสี่ยงในการทุจริต (Fraud) ของแต่ละรหัสอู่และรหัสตัวแทน หากคะแนนความเสี่ยงพุ่งสูง บริษัทประกันต้องเพิ่มเงื่อนไขส่งทีมตรวจสอบ (Audit) ลงพื้นที่หน้างานแบบสุ่มตรวจบ่อยขึ้น

3. เปลี่ยนโครงสร้างคอมมิชชันเป็น “ตามคุณภาพพอร์ต” (Profit Commission)

ปัจจุบันโบรกเกอร์ใหญ่ได้คอมมิชชันล่วงหน้าเป็นก้อนโตตั้งแต่วันแรกที่ขายได้ (Upfront Commission) โดยไม่สนใจว่าหลังจากนั้นรถคันนั้นจะไปชนพังยับเยินแค่ไหน วิธีแก้คือ “เอาผลประโยชน์ไปผูกกับความเสียหาย”

  • จ่ายคอมมิชชันขั้นต่ำ + โบนัสตามผลกำไร: ปรับลดเปอร์เซ็นต์คอมมิชชันหน้าตั๋ว (ที่เอาไปหั่นราคาตัดหน้าคนอื่น) ให้ต่ำลง แต่ไปชดเชยให้ด้วย Profit Commission หรือโบนัสปลายปีแทน โดยมีเงื่อนไขว่า “โบรกเกอร์หรืออู่นั้นๆ จะได้เงินก้อนนี้ก็ต่อเมื่อ พอร์ตรถยนต์ที่คุณหามา มี Loss Ratio ไม่เกิน 55-60% เท่านั้น”
  • ผลลัพธ์: วิธีนี้จะบีบให้โบรกเกอร์ใหญ่หรืออู่ที่เป็นนอมินี ต้องเลือกคัดกรองลูกค้าเอง และไม่กล้าปั่นยอดเคลมฝั่งซ่อม เพราะถ้าลอสเรโชพัง เงินโบนัสก้อนใหญ่ปลายปีของพวกเขาก็จะหายวับไปด้วยทันที

4. โมเดล “อู่ห้าง/อู่กลางในเครือ” แบบปิด (Closed-Loop Network)

บริษัทประกันต้องเปลี่ยนวิธีบริหารอู่ในเครือ จากเดิมที่ไหว้วานอู่ทั่วไป ให้กลายมาเป็นความสัมพันธ์แบบ “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner)”

  • การันตีปริมาณงาน แลกกับการคุมราคาและคุณภาพ: บริษัทประกันจับมือกับอู่น้ำดีที่ไม่มีพฤติกรรมขายประกันตัดราคา โดยการันตีส่งรถเข้าซ่อมในปริมาณที่กำหนดต่อปี เพื่อให้อู่มีรายได้มั่นคง แลกกับการที่อู่ต้องยอมรับเงื่อนไขการตรวจสอบที่เข้มงวดและการจำกัดกำไรต่อชิ้นงาน (Capped Margin)
  • ตัดอู่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงออกจากระบบเครือข่าย: หากตรวจพบอู่ใดตั้งตัวเป็นโบรกเกอร์เงาแล้วทำตลาดบิดเบี้ยว ให้ใช้มาตรการ “ถอดออกจากอู่ในเครือข่ายแนะนำ” ทันที ซึ่งจะส่งผลให้ลูกค้าประกันซ่อมดีลเลอร์หรือซ่อมห้างรายอื่นๆ ไม่สามารถเข้าใช้บริการได้ เป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงในฝั่งธุรกิจซ่อมที่เป็นรายได้หลักของเขา

มุมมองวิชาชีพ:

วิธีเหล่านี้คือการเปลี่ยนจากการไล่จับ “คนทำผิด” มาเป็นการ “ทำให้การทำผิดมันไม่มีกำไร” เมื่อไหร่ก็ตามที่อู่พบว่า การหั่นเบี้ยแล้วมาแอบโกงค่าซ่อม มันทำได้ยากขึ้น โดน AI บล็อก เงินโบนัสปลายปีก็ไม่ได้ แถมเสี่ยงโดนตัดออกจากอู่ในเครือข่าย… สุดท้ายพวกเขาก็จะเลิกใช้วิธีสกปรกนี้ แล้วกลับไปทำมาหากินบนวิชาชีพที่ถูกต้องเอง

ประเด็นคือมีบริษัทประกัน หลายสิบแห่ง ถ้าเราไปลดผลประโยชน์เขาก็จะย้ายงานเป็นที่อื่นใครจะยอมล่ะ

นี่คือ“คอขวดที่แท้จริง” ของปัญหานี้

ในตลาดที่มีบริษัทประกันภัยหลายสิบแห่ง (แถมเกือบทุกแห่งหิวกระหายตัวเลขเบี้ยประกันไปโชว์บอร์ด) กลไกการแข่งขันแบบเสรีนี้แหละที่กลายเป็น “อาวุธ” กลับมาทิ่มแทงระบบเอง

ถ้าบริษัทประกัน A แข็งเมือง บอกว่า “ผมจะคัดกรองงานนะ จะปรับโครงสร้างคอมฯ นะ จะตรวจอู่อย่างเข้มงวดนะ”… โบรกเกอร์ใหญ่หรืออู่ที่มีรหัสทับซ้อนก็แค่พูดสั้นๆ ว่า “งั้นผมย้ายพอร์ตพันล้านนี้ไปส่งบริษัท B, C, D ที่ยอมผ่อนปรนให้แทนแล้วกัน” สุดท้ายบริษัท A ยอดตก ผู้บริหารโดนเด้ง ในที่สุดก็ไม่มีใครกล้าเป็น “พระเอก” เพราะใครขยับก่อน…คนนั้นเจ๊งก่อน

ในเมื่อ “กลไกต่างคนต่างทำ” มันใช้ไม่ได้เพราะเกิดสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้ (ที่ในทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Prisoner’s Dilemma หรือต่างคนต่างเห็นแก่ตัวเพื่อเอาตัวรอด) การจะดัดหลังโบรกใหญ่และอู่เหล่านั้นได้ จึงเหลือแค่วิธีการที่ต้อง “บังคับให้ทุกบริษัทเดินเกมเดียวกัน” หรือใช้มาตรการทางอ้อมที่คนคุมเกมย้ายหนีไม่ได้

1. ต้องใช้ “กติกากลาง” จากคปภ. ที่ทุกบริษัทต้องหมอบ (Mandatory Pool)

ในเมื่อปล่อยให้บริษัทประกันคิดเองเออเองแล้วคุมไม่อยู่ คปภ. ต้องทำหน้าที่เป็น “กรรมการที่ถือปืน” บังคับใช้กฎเหล็กแบบ “ห้ามยกเว้นทุกกรณี”

  • เซ็ตเพดานค่าคอมมิชชันและส่วนลดสูงสุดหน้าตั๋วเท่ากันทุกบริษัท: บังคับในเชิงระบบเลยว่า กรมธรรม์ประเภทนี้ ห้ามจ่ายผลประโยชน์รวมทุกอย่าง (คอมมิชชัน + ค่าการตลาด + โบนัส) เกิน X% ใครจ่ายเกิน ถือว่าผิดกฎหมายและมีโทษปรับถึงขั้นยึดใบอนุญาตรับประกันภัย
  • การทำแบบนี้จะตัดกำลังโบรกใหญ่ทันที: เพราะเมื่อทุกบริษัทประกันถูกกฎหมายสั่งให้จ่ายคอมมิชชันได้เท่ากัน โบรกใหญ่จะไม่มี “เนื้อเค้ก” ก้อนโตพอที่จะเอาไปละลายเป็นส่วนลดกวนตลาดได้อีกต่อไป ทุกบริษัทประกันจะถูกบังคับให้ยืนอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ-เสียเปรียบเท่ากัน ไม่มีใครแอบให้ท้ายโบรกเกอร์ได้

2. ใช้ระบบ “Blacklist & Data Sharing” ระหว่างบริษัทประกัน (ผ่านสมาคมประกันวินาศภัย)

ในเมื่อโบรกเกอร์หรืออู่ชอบใช้วิธี “ขู่ย้ายงาน” บริษัทประกันต้องรวมตัวกันผ่าน สมาคมประกันวินาศภัยไทย เพื่อแชร์ข้อมูลพฤติกรรมการทุจริตและการทำเคลม (Claims Fraud)

  • สร้างระบบพอร์ตโปรไฟล์กลาง: แพลตฟอร์มนี้จะบันทึกเลยว่า รหัสตัวแทนนี้ หรืออู่เครือข่ายนี้ มีพฤติกรรมดึง Loss Ratio ของบริษัทเดิมพังพินาศไปกี่เปอร์เซ็นต์
  • ผลลัพธ์: เมื่อโบรกเกอร์หรืออู่รายนั้นจะขนพอร์ตหนีจากบริษัท A ไปบริษัท B… ทางบริษัท B แค่คีย์ชื่อเช็คในระบบกลางแล้วเจอประวัติว่า “พอร์ตนี้เอาไปทำที่ไหน ที่นั่นเจ๊งแน่นอน” บริษัท B ก็จะไม่กล้ารับงาน หรือถ้ารับ ก็จะตั้งราคาเบี้ยที่แพงลิบลิ่วจนโบรกนั้นเอาไปขายต่อไม่ได้ เป็นการดัดหลังไม่ให้ใช้มุกย้ายงานมาขู่ได้อีก

3. “กองทุนรับประกันภัยภัยพิบัติ” หรือระบบการร่วมรับประกัน (Co-Insurance Pool) สำหรับรถกลุ่มเสี่ยง

สำหรับรถยนต์กลุ่มที่อู่หรือโบรกเกอร์ชอบเอามาปั่นยอดเคลมและตัดราคาหนักๆ อุตสาหกรรมสามารถรวมตัวกันตั้งเป็น “พูลส่วนกลาง (Pool)”

  • บริษัทประกันทุกแห่งจะส่งงานกลุ่มนี้เข้ากองทุนกลางร่วมกัน รับความเสี่ยงร่วมกัน และใช้มาตรฐานราคาซ่อม/ราคาอะไหล่เดียวกันหมด
  • วิธีนี้จะทำให้อู่ไม่สามารถเลือกรีทรีตหรือย้ายค่ายเพื่อหาบริษัทประกันที่คุยง่ายๆ ได้ เพราะไม่ว่าจะย้ายไปไหน กรมธรรม์ฉบับนั้นก็จะถูกส่งวิ่งเข้าพูลกลางที่มีเกณฑ์ตรวจสอบเข้มงวดอันเดียวกันอยู่ดี

มุมมองจากความเป็นจริง: จุดเปลี่ยนจะเกิดเมื่อ “ฟองสุกรระเบิด”

ตราบใดที่ คปภ. ยังไม่ขยับแบบโหดๆ หรือสมาคมฯ ยังไม่รวมใจกันเหนียวแน่น ปัญหานี้ก็ยังจะคาราคาซัง และบริษัทประกันก็ยังจะยอมโดนขู่ขี่คอไปเรื่อยๆ เพื่อแลกกับ “ตัวเลขเบี้ยประกัน” มาประดับงบการเงิน

แต่มันจะมี “จุดจบตามธรรมชาติ” ของมันอยู่ คือเมื่อไหร่ที่บริษัทประกันเหล่านั้นจ่ายค่าเคลมจน “เงินทุนหมุนเวียนหมด” (Insolvent) หรือขาดทุนสะสมจนบอร์ดบริหารและผู้ถือหุ้นสั่ง “สั่งปิด/ควบรวมกิจการ” ไปทีละแห่งสองแห่งเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

เมื่อค่ายประกันลดน้อยลง อำนาจต่อรองจะเริ่มกลับมาอยู่ที่บริษัทประกันที่เหลือรอด และเมื่อถึงวันนั้น บริษัทประกันที่เหลืออยู่จะหันมาจับมือกันอย่างเข้มงวดโดยอัตโนมัติ เพราะไม่มีใครอยากเดินตามรอยบริษัทที่เจ๊งไปก่อนหน้านี้ ทุกอย่างมันขับเคลื่อนด้วยความกลัวและความล่มสลายในท้ายที่สุดครับ





สอบถาม บริษัทประกันภัย เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ ตัวแทน/นายหน้า ทั่วประเทศ



คอมเม้นท์ที่เพจ 💸 สินเชื่อ




up arrow