INSURANCETHAI.NET
Fri 26/06/2026 7:24:58
Home » Uncategorized » คปภ. เป็นองค์กรอิสระของรัฐ (ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจและไม่ใช่ระบบราชการ) ทำไมเป็นอย่างนั้น เพื่ออะไร\"you

คปภ. เป็นองค์กรอิสระของรัฐ (ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจและไม่ใช่ระบบราชการ) ทำไมเป็นอย่างนั้น เพื่ออะไร

2026/06/18 5461👁️‍🗨️

การที่ คปภ. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย) ถูกออกแบบมาให้เป็น “องค์กรอิสระของรัฐที่ไม่ใช่ราชการและไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ” นั้น ถือเป็นความตั้งใจในเชิงการบริหารประเทศเลยครับ โดยเปลี่ยนสภาพมาจาก “กรมการประกันภัย” กระทรวงพาณิชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2550

เหตุผลสำคัญว่า ทำไมต้องเป็นแบบนั้น และทำไปเพื่ออะไร สรุปออกมาได้ 3 มิติหลักๆ ดังนี้ครับ:

1. เพื่อความรวดเร็วและคล่องตัว (Flexibility & Speed)

ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจการเงินที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก มีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาตลอดเวลา (เช่น ประกันภัยไซเบอร์, ประกันภัยพืชผลตามดัชนีภูมิอากาศ หรือประกันที่พ่วงเทคโนโลยี InsurTech)

  • ถ้ายังเป็นระบบราชการ: การจะอนุมัติแบบประกันใหม่ๆ หรือการปรับปรุงกฎเกณฑ์ขั้นตอนต่างๆ จะต้องผ่านระบบแท่นราชการที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ซึ่งจะไม่ทันการต่อความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชน
  • พอเป็นองค์กรอิสระ: คปภ. มีบอร์ดของตัวเอง สามารถออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศต่างๆ ได้รวดเร็วขึ้น ทำให้การกำกับดูแลและอนุมัติสิ่งต่างๆ ทำได้ทันท่วงทีครับ

2. เพื่อดึงดูดบุคลากรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Specialized Talent)

งานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่ต้องใช้ความรู้ขั้นสูงเฉพาะทาง เช่น นักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary), นักกฎหมายการเงิน, และผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความเสี่ยง

  • ปัญหาของระบบราชการ: มีเพดานเงินเดือนและโครงสร้างตำแหน่งที่ตายตัว ทำให้ไม่สามารถสู้ค่าตัวเพื่อดึงคนเก่งๆ เหล่านี้มาจากภาคเอกชนได้
  • พอเป็นองค์กรอิสระ: คปภ. สามารถบริหารโครงสร้างบุคลากรและค่าตอบแทนให้ใกล้เคียงกับตลาดการเงินเอกชนได้ (คล้ายกับธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ก.ล.ต.) ทำให้มีผู้เชี่ยวชาญมาคอยตรวจสอบและเท่าทันกลเม็ดของบริษัทประกันภัย

3. เพื่อความเป็นกลางและโปร่งใส ปราศจากการเมืองแทรกแซง (Independence)

เงินในระบบประกันภัยทั่วประเทศมีมูลค่ามหาศาลมาก (หลายล้านล้านบาท) ทั้งเงินเบี้ยประกันของประชาชนและเงินที่บริษัทประกันเอาไปลงทุนต่อ

  • ถ้าเป็นกรมในกระทรวง: อาจจะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ง่าย เช่น การบีบให้อนุมัติโครงการบางอย่าง หรือการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุน
  • พอเป็นองค์กรอิสระ: ตัวเลขาธิการ คปภ. และสำนักงาน จะทำหน้าที่ยึดตามหลักกฎหมายและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก โดยมี “บอร์ด คปภ.” (ที่มีตัวแทนจากหลายกระทรวงและผู้ทรงคุณวุฒิ) คอยคานอำนาจและคุมนโยบายอีกที ทำให้มีความน่าเชื่อถือในระดับสากล

สรุปให้เห็นภาพ:

รัฐบาลต้องการให้ คปภ. ทำหน้าที่เป็น “กรรมการห้ามมวยและคุมกฎ” ที่มีความเป็นมืออาชีพสูง วิ่งได้เร็วเท่าทันนักกีฬา (บริษัทประกัน) และมีความเที่ยงธรรมไม่มีใครมาสั่งซ้ายหันขวาหันได้ง่ายๆ การแยกตัวออกมาเป็นองค์กรอิสระของรัฐจึงตอบโจทย์ที่สุด

ในต่างประเทศส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและเป็นศูนย์กลางทางการเงินของโลก ต่างก็เลือกใช้โมเดล “องค์กรอิสระของรัฐ” (Independent Regulatory Agency) แบบเดียวกับ คปภ. บ้านเราเลย

หลายประเทศมองว่าหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน (ธนาคาร, หุ้น, ประกันภัย) จำเป็นต้องแยกตัวออกจากระบบราชการแบบดั้งเดิม เพื่อให้มีความคล่องตัวสูง มีงบประมาณเป็นของตัวเอง และเท่าทันความเสี่ยงใหม่ๆ ในตลาดการเงินครับ

1. สหราชอาณาจักร (UK) – โมเดล FCA และ PRA

อังกฤษถือเป็นต้นแบบของการกำกับดูแลภาคการเงินที่ทั่วโลกศึกษา โดยเขาแยกการดูแลเป็น 2 ส่วนหลัก แต่อยู่ภายใต้โมเดลองค์กรอิสระ:

  • FCA (Financial Conduct Authority): ดูแลเรื่องพฤติกรรมการตลาดและการคุ้มครองผู้บริโภค (เหมือน คปภ. ฝ่ายคุ้มครองสิทธิประโยชน์)
  • PRA (Prudential Regulation Authority): ดูแลความมั่นคงทางการเงินของบริษัทประกันและธนาคาร (อยู่ภายใต้ธนาคารกลางอังกฤษ)
  • สถานะ: ทั้งสองหน่วยงานทำงานเป็นอิสระจากรัฐบาล มีบอร์ดบริหารของตัวเอง และขับเคลื่อนด้วยเงินค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บจากบริษัทเอกชนในอุตสาหกรรม ไม่ได้ใช้เงินภาษีแผ่นดินโดยตรงครับ

2. สิงคโปร์ – โมเดล MAS (Monetary Authority of Singapore)

เพื่อนบ้านของเราอย่างสิงคโปร์ ใช้ระบบ “รวบยอด” โดยให้หน่วยงานเดียวดูแลทั้งระบบการเงิน

  • MAS: ควบรวมหน้าที่ของ ธนาคารกลาง (แบงก์ชาติ), ก.ล.ต. (ดูแลตลาดหุ้น) และ คปภ. (ดูแลประกันภัย) เข้าไว้ด้วยกันในที่เดียว
  • สถานะ: มีสถานะเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐบาล (Autonomous Statutory Board) มีโครงสร้างค่าตอบแทนที่สูงมากเพื่อดึงดูดหัวกะทิจากภาคเอกชนเข้ามาทำงานกำกับดูแล ทำให้สิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องความเด็ดขาด รวดเร็ว และเป็นศูนย์กลางประกันภัยของเอเชีย

3. สหรัฐอเมริกา (USA) – โมเดลเฉพาะตัว (State-Based Regulation)

อเมริกาจะมีความแปลกกว่าชาวบ้านตรงที่เขา ไม่มี คปภ. ระดับประเทศ (Federal) ที่คุมทั้งหมด แต่ละรัฐจะมีหน่วยงานดูแลประกันภัยของตัวเอง เรียกว่า State Insurance Department

  • สถานะ: ในแต่ละรัฐ ผู้ว่าการรัฐ (Governor) จะแต่งตั้ง “Commissioner” หรือผู้คุมกฎประกันภัยขึ้นมา หรือบางรัฐใช้วิธีให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาโดยตรงเลยก็มีครับ แม้จะสังกัดรัฐ แต่หน่วยงานเหล่านี้มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการออกกฎเกณฑ์ในรัฐของตนเอง เพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจของรัฐนั้นๆ

ความเหมือนกันทั่วโลก: วิธีการหาเงินเลี้ยงตัวเอง

สิ่งหนึ่งที่ คปภ. ไทย และหน่วยงานกำกับดูแลประกันภัยทั่วโลกมีเหมือนกันในฐานะองค์กรอิสระ คือ “ไม่ได้ขอเงินงบประมาณรายปีจากภาษีประชาชนมาใช้เป็นหลัก”

แต่พวกเขาจะอยู่ได้ด้วย เงินสมทบหรือค่าธรรมเนียม (Regulatory Fees/Levies) ที่เรียกเก็บจากบริษัทประกันภัยทุกแห่งตามสัดส่วนของเบี้ยประกันภัย ยิ่งธุรกิจประกันโต หน่วยงานกำกับดูแลก็จะมีงบประมาณไปจ้างผู้เชี่ยวชาญ วางระบบไอที และพัฒนากฎหมายให้ดีขึ้นตามไปด้วย โดยไม่ต้องไปเบียดเบียนงบประมาณแผ่นดินส่วนอื่น





สอบถาม บริษัทประกันภัย เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ ตัวแทน/นายหน้า ทั่วประเทศ



คอมเม้นท์ที่เพจ 💸 สินเชื่อ




up arrow