ทำไม เมื่อเกิดสงครามราคาทำให้ลอสเรโช จะต้องพัง
เรื่องนี้ถ้ามองผ่านๆ อาจจะรู้สึกว่า “ก็แค่ลดราคาเบี้ยประกันลงมาเฉยๆ ทำไมพอร์ตลงทุนหรือลอสเรโช (Loss Ratio) จะต้องพังพินาศขนาดนั้น?”
แต่ในทางคณิตศาสตร์ประกันภัยและพฤติกรรมศาสตร์ มันมี “3 กลไกซ่อนเร้น” ที่ทำให้พอร์ตพังทันทีเมื่อสงครามราคาเริ่มขึ้นครับ ผมสรุปให้เห็นภาพชัดๆ แบบนี้ครับ
1. สมการพื้นฐานบิดเบี้ยว (เบี้ยลดลง แต่ความเสี่ยงเท่าเดิม)
สูตรคำนวณ Loss Ratio คิดจาก:
Loss Ratio = [ค่าสินไหมทดแทน (Claims) / เบี้ยประกันภัยรับสุทธิ (Premiums)] \ times 100
ลองคิดตามตัวเลขสมมุติ:
- สถานการณ์ปกติ
บริษัทเก็บเบี้ย 10,000 บาท
จ่ายเคลมตามสถิติเฉลี่ย 6,000 บาท Loss Ratio = 60%
(หักค่าคอมฯ ค่าบริหารจัดการแล้ว บริษัทสแตนด์บายได้กำไรสวยๆ) - ช่วงสงครามราคา
บริษัทประกันแข่งกันหั่นเบี้ยลงมาเหลือ 6,000 บาท เพื่อแย่งลูกค้า แต่รถคันเดิม คนขับคนเดิม โอกาสเกิดอุบัติเหตุเท่าเดิม ทำให้ค่าเคลมยังคงเป็น 6,000 บาทเท่าเดิม พอคำนวณใหม่ Loss Ratio จะพุ่งเป็น 100% ทันที!
(แค่วันแรกที่ขายก็เท่าทุนแล้ว ยังไม่รวมค่าคอมมิชชันและค่าดำเนินการที่ต้องจ่ายออกไป ซึ่งทำให้บริษัทติดลบทันที)
2. เกิดปรากฏการณ์ “การเลือกภัยที่เป็นปฏิปักษ์” (Adverse Selection)
นี่คือกลไกทางพฤติกรรมศาสตร์ที่น่ากลัวมาก
เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการตัดราคาแบบไม่สนเงื่อนไขเทคนิคัล (Underwriting) สิ่งที่จะตามมาคือ:
- กลุ่มคนขับประวัติดี
มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนบริษัทบ่อยเพราะได้ส่วนลดประวัติดีอยู่แล้ว และเน้นความชัวร์เรื่องการเคลมมากกว่าเรื่องราคา - กลุ่มคนขับประวัติเสีย/เคลมดุ
กลุ่มนี้จะหูไวตาไวกับ “ของถูก” มากเป็นพิเศษ พอเห็นโบรกเกอร์ใหญ่หรือบริษัทไหนหั่นราคาลงมาแบบไม่เช็คประวัติเดิม พวกเขาจะแห่กันย้ายมาทำประกันที่นี่ทันที
ผลลัพธ์: บริษัทที่ลงเล่นสงครามราคาจะกลายเป็น “แม่เหล็กดึงดูดเคสเคลมหนัก” เข้ามาในพอร์ต โดยที่ได้เบี้ยประกันราคาถูกนิดเดียวเข้ามาอุ้มความเสี่ยง
3. ศีลธรรมวิบัติ (Moral Hazard) จากการเปิด “รหัสทับซ้อน”
เรื่องการจับมือกันระหว่างโบรกใหญ่กับอู่รถยนต์ที่มีใบอนุญาตนายหน้า (และ/หรือ ปล่อยปละ ไม่ควบคุม ) นี่คือตัวเร่งให้ Loss Ratio พังเร็วขึ้นเป็นทวีคูณ
อู่รถยนต์ (นายหน้า) อยากได้ยอด
เอาคอมมิชชันมาหั่นราคาดึงลูกค้าเข้าพอร์ต
พอรถชน "อู่" เป็นคนประเมินและซ่อมเอง
ปั่นราคาอะไหล่ / ลากยอดเคลมให้สูงขึ้นเพื่อเอากำไรส่วนต่าง
ในระบบประกันปกติ ตัวแทน/โบรกเกอร์ (คนขาย) กับ อู่ซ่อมรถ (คนใช้เงิน) จะถูกแยกออกจากกันเพื่อตรวจสอบยันกัน (Check and Balance) แต่พอเกิด “ธุรกรรมทับซ้อน” อู่กลายเป็นคนขายด้วย:
- อู่อยากได้กำไรชดเชยจากที่ยอมหั่นค่าเบี้ยไปตัดราคาคนอื่น
- วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “ไปเพิ่มยอดเคลมฝั่งซ่อม” (เช่น แผลเล็กแต่เคลมเปลี่ยนชิ้นใหญ่, ปั่นราคาค่าแรง, สลับอะไหล่)
- บริษัทประกันที่ยอมเปิดรหัสทับซ้อนนี้ ก็จะโดนสูบเงินฝั่งเคลม (Claims) ออกไปแบบควบคุมไม่ได้
สรุปคือ สงครามราคาไม่ได้แค่ทำให้ “รายได้ลดลง” แต่มันทำให้ “สถิติความเสี่ยงในพอร์ตแย่ลงอย่างรวดเร็ว” เพราะได้เบี้ยที่ต่ำเกินจริง ในขณะที่ได้ลูกค้ากลุ่มเสี่ยงสูงและขบวนการจ้องเคลมแฝงตัวเข้ามาซ้ำเติม

