INSURANCETHAI.NET
Fri 06/08/2021 10:22:07
Home » การเงิน การลงทุน ธุรกิจ » การจัดพอร์ตลงทุน\"you

การจัดพอร์ตลงทุน

2012/04/22

การจัดพอร์ตลงทุน
     แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง  และการที่ประเทศไทยได้เข้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์  ทำให้กลไกของระบบการเงินเปลี่ยนไป รูปแบบการออมเก่าๆเริ่มไม่เหมาะสม  ขณะที่รูปแบบการลงทุนใหม่ๆมีให้เลือกมากยิ่งขึ้น
ในเวบไซต์นี้จึงขอเสนอรูปแบบการลงทุนให้เลือก  3  แบบ  ตามวัยและความชอบเสี่ยงของแต่ละคน  (ควรจะมีการปรับพอร์ตการลงทุนเป็นระยะๆ )
ตัวอย่าง การจัดสัดส่วนพอร์ตลงทุนสู่การเกษียณอายุ

ประเภทการลงทุนผลตอบแทนที่คาดแบบอนุรักษ์นิยมแบบสายกลางแบบชอบเสี่ยง
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/ประกันชีวิต/กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ5%40%30%30%
เงินสด/เงินฝาก/ตั๋วแลกเงิน/บัตรเงินฝาก3-4%30%20%10%
พันธบัตร/หุ้นกู้/กองทุนตราสารหนี้5%30%20%10%
หุ้น/กองทุนรวมหุ้น/กองทุนETF+/-20%15%30%
บ้านเช่า/หอพัก/อาคารพาณิชย์ให้เช่า5-15%15%20%
รวม5%100%100%100%

1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ( รวมถึงกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ )
ข้อดี
– เก็บออมอย่างเป็นระบบ
– ได้รับเงินสมทบจากบริษัทอีกหนึ่งเท่าตัวทุกเดือน
– ผลตอบแทนจากการลงทุนได้รับการยกเว้นภาษี  หากสมาชิกทำงานจนเกษียณอายุ , พิการหรือ เสียชีวิต
– เงินสะสมของพนักงานได้รับสิทธิลดหย่อนภาษี  และ  ยกเว้นภาษีสูงถึงปีละ 300,000 บาท
– เงินกองทุนแยกจากเงินทุนของบริษัทนายจ้าง  จึงไม่สูญหายแม้บริษัทล้มละลายไป
– เป็นเงินก้อนใหญ่  จึงลงทุนได้หลากหลาย
– มีกฎหมายให้ความคุ้มครอง  มีข้อกำหนดการลงทุนที่เข้มงวด  และต้องมีบริษัทผู้เชี่ยวชาญการลงทุนเป็นผู้บริหารกองทุน
ข้อเสีย
– ไม่มีสภาพคล่อง  หากมีความจำเป็นใช้เงิน   ต้องกู้เงิน   โดยใช้เงินสะสมเป็นตัวอ้างอิง  ซึ่งขึ้นกับนโยบายของแต่ละกองทุน  หรือ  ต้องลาออกจากกองทุน  ซึ่งต้องรับภาระภาษีของเงินทั้งจำนวน
– หากมีการย้ายงาน  หรือออกจากงาน  ต้องออกจากกองทุนเดิม  ทำให้การเก็บเงินขาดตอน  เว้นแต่จะได้งานใหม่ทันที  และมีการทำเรื่องโอนย้ายเงินเดิมเข้าไปในกองทุนของบริษัทใหม่ในทันที
– เงินส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตร  และหุ้นกู้  ดังนั้นผลตอบแทนการลงทุนอาจผันผวนตามภาวะดอกเบี้ยที่ขึ้นลงได้
2 ) ประกันชีวิต
ข้อดี
– เก็บออมอย่างเป็นระบบ
– ได้รับผลตอบแทนที่ค่อนข้างแน่นอน  ตลอดสัญญา
– ได้รับการคุ้มครอง  เต็มวงเงินทันทีที่เก็บออม
– มีสวัสดิการต่างๆให้  เช่น  การรักษาพยาบาล  เงินชดเชยชนิดต่างๆ
– ไม่เสียภาษีทั้งเงินปันผล  และ  เงินสินไหม
– ได้สิทธิลดหย่อนภาษีปีละ  50,000  บาท
– กฎหมาย ให้ความคุ้มครองสูง  มีข้อกำหนดการลงทุนที่เข้มงวด     หรือสิทธิในกรณีที่เสียชีวิต       เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิ์ยึดเงินสินไหมเกินกว่าเบี้ยประกัน  ที่ได้จ่ายไป
ข้อเสีย
– สภาพคล่องต่ำ  หากมีความจำเป็นใช้เงิน  ต้องกู้เงินจากกรมธรรม์  หรือ  เวนคืนกรมธรรม์  มักจะขาดทุน (ถ้ายังไม่ถึงจุดคุ้มทุน ดูได้จากมูลค่าเงินสดในกรมธรรม์ )
– ผู้ลงทุนต้องมีอายุและสุขภาพอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
– มีภาระฝากเบี้ยประกันทุกปี  ตามสัญญา
– การเบิกสวัสดิการต่างๆ  มีเงื่อนไขและข้อกำหนดเฉพาะ  ผู้ลงทุนควรศึกษาและทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน
3 ) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
ข้อดี
– คนทุกสาขาอาชีพมีสิทธิ์เข้าร่วมกองทุนได้
– สามารถลงทุนได้ไม่จำกัดหน่วยลงทุน
– สามารถโอนย้ายการลงทุนจากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหนึ่งไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพอื่นได้
– เงินลงทุนจะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้  สูงถึง  500,000  บาทต่อปี
– ผลตอบแทนจากการลงทุนได้รับการยกเว้นภาษีหากมีการลงทุนตั้งแต่  5  ปีขึ้นไป  และผู้ลงทุนมีอายุถึง  55  ปี
ข้อเสีย
– ต้องเพิ่มเงินลงทุนสม่ำเสมออย่างน้อยปีละครั้งไม่ต่ำกว่า  5,000  บาทต่อปี
– การ ลงทุนจะเป็นระยะยาวต่อเนื่อง  ไม่มีการจ่ายเงินปันผล  หรือ  ผลประโยชน์ใดๆระหว่างลงทุนจะจ่ายคืนแก่ผู้ลงทุนครั้งเดียว  เมื่อมีการไถ่ถอนหน่วยลงทุน
– หากไถ่ถอนก่อนผู้ลงทุนมีอายุ  55 ปี  จะต้องคืนภาษีที่ได้รับการลดหย่อนใน  5  ปีสุดท้ายและผลตอบแทนจากการลงทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดจะต้องนำ มาคำนวณภาษีเงินได้  ณ  ปีที่ไถ่ถอน
– การลงทุนย่อมมีความเสี่ยง  ขึ้นอยู่กับนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆว่า  ลงทุนหลักทรัพย์ประเภทใด
4 ) เงินสด
ข้อดี
– หยิบใช้ได้ตลอดเวลา
– ไม่กังวลเรื่องสถาบันการเงินล้ม
– ไม่มีข้อกำหนดตายตัวในการเก็บเงิน  จะเก็บเท่าไร  เมื่อไรก็ได้
ข้อเสีย
– ยุ่งยากในการจัดเก็บ  เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม
– เงินไม่งอกเงย
– หากมีมากๆ ( มากกว่า  5  ล้านบาท )เสี่ยงต่อการถูกเพ็งเล็งว่าฟอกเงิน
5 ) เงินฝาก ( ออมทรัพย์  /  ประจำ )
ข้อดี
– เบิกถอนสะดวก
– มั่นคง
– ได้รับผลตอบแทนแน่นอน
– ใช้เป็นหลักทรัพย์  ค้ำประกันได้
– มีจำนวนเงินน้อยก็ฝากได้
ข้อเสีย
– มีความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง   เมื่อครบรอบการฝากเงิน  (ROLLOVER RISK)
– ในอนาคต  รัฐมีแนวโน้มจะยกเลิกการค้ำประกันเงินฝาก
– ผลตอบแทนต่ำ
– เสียภาษีดอกเบี้ย  15%(ฝากประจำ)
6 ) ตั๋วแลกเงิน , บัตรเงินฝาก  ( B/E , NCD )
ข้อดี
– เสียภาษีดอกเบี้ย  15%
– ดอกเบี้ยสูง
– มั่นคงเนื่องจากธนาคารเป็นผู้ออกหรือค้ำประกัน
ข้อเสีย
– สภาพคล่องต่ำ  ต้องฝาก  1 ปีขึ้นไป
– หากต้องการใช้เงินก่อนต้องขายลดราคา

7 ) พันธบัตร
ข้อดี
– มั่นคง  เนื่องจากรัฐเป็นผู้ออก
– โดยทั่วไปดอกเบี้ยจะสูงกว่าธนาคาร  และรับรองดอกเบี้ยในระยะเวลาที่ยาวกว่า
– ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
ข้อเสีย
– สภาพคล่องต่ำ
– ถ้า ต้องการขายก่อนครบกำหนดสัญญา  จะมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของราคาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอัตรา ดอกเบี้ย  เพราะถ้าหากอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเพิ่มขึ้น  พันธบัตรที่ออกในช่วงก่อนหน้าราคาจะลดลง
– ตลาดพันธบัตรไม่ได้เป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ  ถ้าต้องการใช้เงินเร็วๆ  ก่อนครบกำหนด  จะขายไม่ได้ราคา
– ใช้เงินลงทุนมาก
– เสียภาษีดอกเบี้ย  15%
8 ) หุ้นกู้
ข้อดี
– ดอกเบี้ยสูง
– รับรองอัตราดอกเบี้ยที่สูง  หากเป็นหุ้นกู้แบบกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่
ข้อเสีย
– สภาพคล่องต่ำ
– เป็นการกู้ยืมที่ไม่มีหลักประกัน   จึงมีความเสี่ยงในเรื่องการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย
– มีความผันผวนของราคา  หากต้องการขายออกก่อนครบกำหนด
– ตลาด หุ้นกู้  ยิ่งไร้ประสิทธิภาพ  โดยเฉพาะของบริษัทที่มีพื้นฐานอ่อน  จะไม่ค่อยมีการซื้อขายทำให้ขายไม่ได้ราคา  หรือ  ไม่มีผู้รับซื้อ
– เสียภาษีดอกเบี้ย 15 %
– ใช้เงินลงทุนมาก
9) กองทุนตราสารหนี้
ข้อดี
– บริหารผ่านมืออาชีพ
– มีเงินน้อยก็สามารถลงทุนได้
– ไม่เสียภาษีหากขายหน่วยลงทุนแล้วได้กำไร( CAPITAL  GAIN )
– ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลา  ผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร  หรือ  ตู้ ATM
ข้อเสีย
– มีความเสี่ยงในเรื่องของราคาที่ผันผวนจากการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย
– ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการบริหาร  ค่าโฆษณาแต่มักต่ำกว่าการเสียภาษี  ถ้าลงทุนด้วยตัวเอง
– เงินปันผลต้องจ่ายภาษี  10%
10 ) หุ้นสามัญ
ข้อดี
– ผลตอบแทนสูงมาก  หากลงทุนได้ถูกจังหวะ  ทั้งในส่วนของกำไรจากราคาที่เพิ่มขึ้น  และเงินปันผล
– กำไรจากราคาซื้อขายหุ้นไม่ต้องเสียภาษี
– มีสินค้าให้เลือกลงทุนมากมาย  ทั้งประเภทธุรกิจ,ขนาดราคาหุ้น  หรือ   ลักษณะการเหวี่ยงตัวของราคาหุ้น
– มีสภาพคล่อง  ซื้อขายได้ทุกวันทำการ
ข้อเสีย
– เสี่ยงสูง  อาจไม่ได้รับเงินต้นคืน  หรือ  ขาดทุนจำนวนมาก
– จะได้รับเงินปันผล  ก็ต่อเมื่อบริษัทมีผลกำไร
– ต้องติดตามข่าวสารตลอดเวลา
– ราคาหุ้นไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยพื้นฐานอย่างเดียวแต่ขึ้นกับภาวะตลาดรวม  และ  จิตวิทยาฝูงชนด้วย
– เงินปันผลต้องเสียภาษี  10%  หัก  ณ  ที่จ่าย  แต่สามารถนำมาเครดิตภาษีคืนได้บางส่วน  เวลาเสียภาษีบุคคลธรรมดา
11 )  กองทุนรวมตราสารทุน  (หุ้น  , วอร์แรนท์)
ข้อดี
– ใช้เงินจำนวนน้อย  ก็ลงทุนได้
– ได้ผลตอบแทนสูง  หากภาวะตลาดหุ้นดี
– บริหารโดยมืออาชีพ  มีการกระจายลงทุนในหุ้นพื้นฐาน
– ไม่เสียภาษี  จากกำไรของราคาหน่วยลงทุน
– ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ตลอดเวลา
ข้อเสีย
– มีความเสี่ยง  เนื่องจากลงทุนในหุ้นสามัญเป็นหลัก
– เงินปันผลที่ได้รับต้องถูกหักภาษี  ณ  ที่จ่าย  10%
– ผลตอบแทนจากการลงทุนต้องหักค่าใช้จ่าย  ในการบริหารก่อน
– เนื่องจากเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐาน  ดังนั้นผลตอบแทนจึงขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศเป็นหลัก
12 )  บ้านเช่า / หอพัก / แฟลต / อาคารพาณิชย์ให้เช่า /อพาร์ตเมนท์
ข้อดี
– มีรายได้เข้ามาทุกเดือน  และราคาปรับขึ้นได้ในอนาคต
– ราคาอสังหาริมทรัพย์มีโอกาสสูงขึ้นได้ในอนาคตโดยเฉพาะการซื้อในช่วงนี้ที่ยังมีราคาต่ำ
– เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้
ข้อเสีย
– ลงทุนสูง  หรือ  มีภาระผ่อนนาน
– สภาพคล่องต่ำ  ต้องรอจังหวะขาย  หากต้องการเงินต้นคืน
– มีความเสี่ยง  เรื่องหาคนมาเช่า
– มีภาระในการบริหาร  ตามเก็บค่าเช่า  หรือ  ซ่อมแซม  บำรุงรักษา
หมายเหตุ
–   อสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อ ต้องมั่นใจว่าอัตราการเข้าพักหรือเช่าต้อง  80%  ขึ้นไป
–   การลงทุนต้องซื้อด้วยเงินสด หากใช้เงินดาวน์ ค่าเช่าที่ได้รับต้องใกล้เคียงกับเงินผ่อนในแต่ละเดือน  หรือมากกว่า

13 ) ทองคำ
ข้อดี
– ซื้อขายง่าย
– เป็นหลักทรัพย์ที่ยอมรับกันทั่วโลก  ดังนั้นในกรณีที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก  ทองคำจะเป็นแหล่งพักเงิน  ทำราคาขยับสูงขึ้นได้
– ในช่วงอัตราเงินเฟ้อสูง  เช่น ภาวะสงคราม  จะมีราคาสูง
ข้อเสีย
– มีแนวโน้มด้อยค่าลงเรื่อยๆ เนื่องจากประเทศต่างๆทั่วโลก ลดความนิยมในการใช้ทองคำ  เป็นทุนสำรองของประเทศ
– เสี่ยงต่อการถูกโจรกรรม





insurancethai.net เว็บไซต์สื่อกลาง ศูนย์รวมข้อมูลประกันภัย

สินค้าประกันภัย โปรดสอบถาม บริษัทประกันภัย เจ้าของผลิตภัณฑ์ หรือ ตัวแทน/นายหน้า ทั่วประเทศ






up arrow